ทำกิมจิกระเจี๊ยบเขียว

วิธีทำกิมจิกระเจี๊ยบเขียว อร่อย ผักที่ให้มากกว่าการเป็นกิมจิ

          กระเจี๊ยบเขียว เป็นพืชสมุนไพรที่มีสรรพคุณมากมาย และตัวฝักยังมีรสชาติที่กรอบ อร่อย ทำให้ผักชนิดนี้กลายเป็นผักอย่างนึงที่เห็นได้บนโต๊ะอาหารของคนไทยบ่อยๆ แต่ทุกคนรู้ไหมครับว่า ฝักกระเจี๊ยบเขียวนี้ก็เอามาทำกิมจิได้ด้วยนะครับ แถมอร่อยไม่แพ้กิมจิชนิดอื่นเลยครับ

ดูวิธีทำกิมจิกระเจี๊ยบ กดคลิกที่คลิปด้านล่างได้เลยครับ

สนใจสั่งซื้อ ส่วนผสมสำหรับทำ กิมจิกระเจี๊ยบ คลิกปุ่มด้านล่างได้เลยครับ

สารบัญ

1

ส่วนผสม กิมจิกระเจี๊ยบเขียว

หรือดูวิธีทำซอสกิมจิด้วยตัวเอง คลิกด้านล่างได้เลยครับ

2

วิธีทำ กิมจิกระเจี๊ยบเขียว

         1.) ตัดหัวท้ายออก จากนั้นนำมาหั่นเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 1 นิ้ว ก็จะเหลือกระเจี๊ยบที่ใช้จริงอยู่ประมาณ 350 กรัมครับ

กระเจี๊ยบเขียวทำกิมจิ

         2.) นำกระเจี๊ยบเขียวที่หั่นแล้วไปล้างให้สะอาด

ตั้งหม้อลวกผัก

         3.) จากนั้นตั้งหม้อเติมน้ำเปล่า ต้มให้เดือด ใส่เกลือลงไป 60 กรัม แล้วคนให้เกลือละลายหมด

Boil Water And Put Salt Into Pot

         4.) นำฝักกระเจี๊ยบเขียวที่เตรียมไว้ลงไปลวกประมาณ 3 – 5 วินาที ขั้นตอนนี้ระวังอย่างลวกนานเกินไป เพราะจะทำให้กระเจี๊ยบเขียวเละตอนที่หมักได้ครับ

ลวกกระเจี๊ยบเขียวทำกิมจิ

         5.) นำกระเจี๊ยบเขียวที่ลวกแล้วมาล้างด้วยน้ำสะอาดประมาณ 3 รอบ เพื่อหยุดการสุกของกระเจี๊ยบ และล้างความเค็มของเกลือออกไป

ล้างกระเจี๊ยบเขียวในน้ำเย็น

         6.) นำกระเจี๊ยบที่ล้างน้ำเสร็จมาบีบน้ำออกจากเนื้อกระเจี๊ยบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

บีบน้ำออกจากผัก
แบนเนอร์ซอสทำกิมจิสำเร็จรูป

         7.) จากนั้นนำใส่ภาชนะสำหรับทำกิมจิ ตามด้วยซอสทำกิมจิตรามิสเตอร์เคกิมจิ 150 กรัมลงไป และคลุกเคล้าให้เข้ากัน

ผสมกิมจิในภาชนะ

         8.) นำส่วนผสมที่คลุกเคล้าเข้ากันแล้วใส่ลงไปในกระปุก โรยหน้าด้วยงาขาว ปริมาณตามใจชอบ

โรยงาขาวบนกิมจิ

         9.) จากนั้นปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ในตู้เย็นช่องธรรมดา 3-5 วันก็นำมารับประทานได้เแล้วครับ หรือถ้าใครไม่ชอบทานกิมจิที่เปรี้ยวมาก จะเก็บไว้แค่วันเดียวก็ได้ครับ

ภาชนะสำหรับดองกิมจิ

         และกิมจิสามารถเก็บไว้ได้นานแค่ไหน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์ด้านล่างเลยครับ

         สำหรับกิมจิกระเจี๊ยบเขียวจะมีเมือกของกระเจี๊ยบออกมาบ้าง แต่สามารถรับประทานได้ไม่เป็นอันตราย และไม่ใช่กิมจิเสียแต่อย่างใดครับ

         แต่ถ้าหากสงสัยว่า กิมจิเสียหรือไม่ สามารถอ่านเพิ่มเติมโยคลิกที่ลิงค์ด้างล่าได้เลยครับ

3

เคล็ดลับความอร่อย

เคล็ดลับการทำกิมจิให้อร่อย

         เคล็ดลับที่ 1 การหั่นกระเจี๊ยบเป็นท่อนๆก่อนที่จะนำมาทำเป็นกิมจิกระเจี๊ยบเขียว จะช่วยให้สามารถยางของกระเจี๊ยบลดลงได้มากกกว่านำมาทำทั้งฝัก เพราะยางบางส่วนถูกชำระออกไปในขั้นตอนการลวกและล้างน้ำ

         เคล็ดลับที่ 2 นอกจากจะช่วยลดยางของกระเจี๊ยบแล้ว การหั่นกระเจี๊ยบเขียวเป็นท่อน ยังช่วยให้ซอสกิมจิซึมเข้าไปในเนื้อกระเจี๊ยบเขียวได้ดีขึ้นอีกด้วย ทำให้กิมจิของเรามีรสชาติที่ดีมากขึ้น

        เคล็ดลับที่ 3 การลวกกระเจี๊ยบก่อนที่จะนำมาทำกิมจิ จะช่วยลดกลิ่นเหม็นเขียวของกระเจี๊ยบออกไป ทำให้รับประทานได้ง่ายขึ้น

        สำหรับเคล็ดลับการทำให้กิมจิมีรสชาติกลมกล่อมถูกใจสามารถ

4

กระเจี๊ยบในภาษาอื่น ๆ เรียกว่าอะไร?

         ในภาษาเกาหลีจิมจิกระเจี๊ยบ เรียกว่า 오크라김치 หรือคำอ่านในภาษาไทย ออกเสียงว่า (โอ-กึ-รา-กิม-จิ) ซึ่งในภาษาเกาหลี  오크라 แปลว่า “กระเจี๊ยบเขียว” หรือในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Okra หรือ lady’s finger

         ในภาษาไทยเองยังมีชื่อเรียกที่ต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น เช่น มะเขือมอญ หรือ กระต๊าด (ภาคกลาง) มะเขือพม่า (ภาคเหนือ) เป็นต้น

5

ประโยชน์ของกระเจี๊ยบเขียว

         กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่มีประโยชน์มากตั้งส่วนรากจนถึงตัวฝักเลยทีเดียว เพราะมีวิตามินและแร่ธาตุหลากหลาย รวมถึงมีสารต้านอนุมูลอิสระอีกด้วย

        โดยเฉพาะตัวฝักที่เราเอามาทำกิมจิ เป็นส่วนที่มีกากใยอยู่มากจึงมีส่วนช่วยในการรักษาระดับน้ำตาล และโคเลสเตอรอลในเลือด เมือกลื่นๆ ของฝักกกระเจี๊ยบเขียวมีส่วนช่วยเคลือบกระเพาะอาหาร ช่วยให้เยื่อบุกระเบาะอาหารไม่ระคายเคือง จึงช่วยบรรเทาอาการปวดท้องจากอาการเยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบได้

        นอกจากผักชนิดนี้แล้ว เราก็ยังสามารถนำผักชนิดอื่นๆ มาทำกิมจิได้อีกด้วยนะครับ คลิกอ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย

        ดังนั้น หากนำผักที่มีประโยชน์มากอย่ากระเจี๊ยบเขียวมาหมักเป็นกิมจิ เราก็จะได้ประโยชน์ของกิมจิเพิ่มไปด้วย โดยอ่านประโยชน์ของกิมจิได้ที่ลิงค์ด้านล่างได้เลยครับ

        เมื่ออากาศร้อนจะทำให้ร่างกายสูญเสียโพแทสเซียมปริมาณมากทางเหงื่อ ทำให้มีอาการอ่อนเพลีย การทานกิมจิกระเจี๊ยบเขียวในช่วงฤดูร้อนสามารถบรรเทาอาการโพแทสเซียมต่ำได้เป็นอย่างดี

        อย่างไรก็ดี งานวิจัยต่างๆเกี่ยวกับสรรพคุณของกระเจี๊ยบเขียวเป็นเพียงการทดลองในสัตว์เท่านั้น ยังไม่มีผลการทดลองในมนุษย์โดยตรง ดังนั้นจึงยังไม่ควรบริโภคกระเจี๊ยบโดยหวังผลว่าจะใช้แทนยารักษาโรคนะครับ

6

ต้นกำเนิดของกระเจี๊ยบเขียว

        ยังไม่มีหลักฐานที่แน่นอนว่ากระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากที่ใด แต่คาดว่าอาจจะอยู่ในบริเวณแอฟริกาตะวันตก เอธิโอเปีย เอเชียใต้ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

แบนเนอร์ซอสทำกิมจิสำเร็จรูป

        กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศแบบกึ่งร้อนและแบบอบอุ่น ในปัจจุบันนิยมปลูกในตอนใต้ของสหรัฐอเมริกา บราซิล ตะวันออกกลาง อินเดีย และศรีลังกา

        ส่วนในประเทศไทยพื้นที่ที่มีการปลูกกระเจี๊ยบเขียวเชิงพาณิชย์จำนวนมาก จะกระจายอยู่ในจังหวัดแถบภาคกลาง เช่น นครปฐม ปทุมธานี สุพรรณบุรี นนทบุรี สมุทรสาคร และ นครนายก

7

กิมจิกระเจี๊ยบเขียวทานกับอะไรดี

ทานกิมจิกระเจี๊ยบเขียวกับอะไร

        กิมจิกระเจี๊ยบเขียวสามารถทานเป็นเครื่องเคียงกับอาหารเกาหลีได้แทบทุกชนิด หรือแม้แต่ทานเปล่าๆคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ก็เข้ากันได้อย่างไม่น่าเชื่อ

        และยังสามารถนำมาทานกับ 2 เมนูอาหารเกาเหลียอดฮิตในประเทศไทย อย่าง บิบิมบับ (ข้าวยำเกาหลี) หรือ จาจังมยอน (บะหมี่แห้งซอสถั่วดำ) ด้วยความกรุบกรอบของกระเจี๊ยบเขียว จะช่วยเสริมให้ทั้ง 2 เมนูอร่อยมากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ

แบนเนอร์เซ็ตจาจังมยอน

        นอกจากคำถามว่าจะทานกิมจิกับอะไรดี แล้วก็ยังมีคำถามอื่นๆที่น่าสนใจเกี่ยวกับกิมจิอีกมากมาย ซึ่งเราได้รวบรวมคำตอบมาไว้ให้แล้ว สามารถคลิ๊กด้านล่างได้เลยครับ

8

สรุป

  • ขั้นตอนการลวกและล้างกระเจี๊ยบเขียวช่วยลดยางและกลิ่นเหม็นเขียวของฝักกระเจี๊ยบเขียวได้
  • การหั่นกระเจี๊ยบเป็นท่อนๆช่วยให้ซอสกิมจิแทรกเข้าไปในเนื้อกระเจี๊ยบเขียวได้ดี ทำให้กิมจิมีรสชาติดีขึ้น
  • กระเจี๊ยบเขียวเป็นพืชสมุนไพรที่มีรสชาติดี กรุบกรอบและประโยชน์มาก เพราะอุดมด้วยวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ
  • สำหรับซอสกิมจิยังสามารถเอามาทำกิมจิได้อีกหลายชนิด และนำไปทานคู่กับหลากหลายเมนูเลยครับ สามารถติดตามดูวิธีทำอาหารเกาหลี-ญี่ปุ่น ในเว็บไซต์ของเราได้ที่ลิงค์ด้านล่างเลยครับ

CONTRIBUTOR

Chefoj

Chef OJ
Chef

พี่น้ำ

น้ำ อัญชลี
Food Team

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *